ความชุก และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะโลหิตจางในนักเรียนมัธยมต้น จังหวัดจันทบุรี


วีรพงษ์  ทนุผล  สุคนธา ศิริ,
ดุสิต สุจิรารัตน์, สุภัทร ไชยกุล,


การศึกษาวิจัยแบบ cross-sectional study ในเด็กกลุ่มวัยรุ่นที่เรียนในโรงเรียนมัธยมต้น จังหวัดจันทบุรี จำนวน 872 คน มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะโลหิตจาง ในกลุ่มนักเรียนโดยการสุ่มเลือกตัวอย่างตามลำดับชั้น เก็บข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์ และเจาะเลือดเพื่อตรวจค่าปริมาตรเม็ดเลือดแดงอัดแน่น ผลการศึกษา พบว่ามีความชุกของภาวะโลหิตจางทั้งหมด 6.2% โดยพบว่าความชุกที่พบมากอยู่ในกลุ่มที่ไม่ได้อยู่กับบิดาหรือมารดา 14.5%, ค่อนข้างผอม หรือผอม 10.2%, พฤติกรรมสุขภาพที่ต้องปรับปรุง 10.1% , กลุ่มอายุมากกว่า 14 ปี 9.3%  นอกจากนี้ยังพบปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีภาวะโลหิตจาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติได้แก่  นักเรียนที่ไม่ได้อยู่กับบิดามารดามีความเสี่ยงมากว่าอยู่กับบิดาหรือมารดาหรือทั้งคู่เป็น 2.89 เท่า (OR = 2.89, 95%CI: 1.34-6.22, p-value = 0.005) และนักเรียนกลุ่มที่อายุมากกว่า 14 ปี มีความเสี่ยงเป็น 2.20 เท่า (OR = 2.20, 95%CI: 1.27-3.83, p-value = 0.004) ของนักเรียนกลุ่มที่อายุน้อยกว่า นอกจากนี้พบว่า สถานภาพสมรสแบบ หม้าย/หย่า/แยกเสียชีวิตของบิดาหรือมารดามีความเสี่ยงมากกว่าสถานภาพสมรสคู่เป็น 1.86 เท่า (OR = 1.86, 95%CI: 1.07-3.24, p-value = 0.028)
เมื่อควบคุมอิทธิพลของตัวแปรกวนแล้ว พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีภาวะโลหิตจาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติได้แก่ การไม่ได้อยู่กับบิดามารดา และนักเรียนกลุ่มที่อายุมากกว่า 14 ปีขึ้น  (ORadj = 2.81, 95%CI: 1.30-6.10, p-value = 0.009, ORadj = 2.17, 95%CI: 1.25-3.79, p-value = 0.006, ตามลำดับ)
โปรแกรมการเฝ้าระวังโรคภาวะโลหิตจางในนักเรียนแต่เดิมมีเพียงในกลุ่มนักเรียนประถมศึกษาเท่านั้น การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่านักเรียนที่มีอายุมากกว่าอาจจะมีโอกาสสูงที่จะประสบภาวะโลหิตจาง  ควรขยายโปรแกรมการเฝ้าระวังภาวะโลหิตจางเพื่อให้ครอบคลุมนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นด้วย