โรคเบาหวาน และ ภาวะที่มีความผิดปกติของระดับน้ำตาลในเลือดที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน   ในพระภิกษุสงฆ์ จังหวัดจันทบุรี:  ความชุกและปัจจัยเสี่ยง
ภูวดล  กูรมะสุวรรณ,นพพร  โหวธีระกุล, นวรัตน์  สุวรรณผ่อง, เพชร  รอดอารีย์

 

โรคเบาหวานและอาการแสดงที่สัมพันธ์กับกลุ่มโรคเบาหวาน  คือปัญหาสุขภาพที่สำคัญของคนไทย รวมถึงกลุ่มพระภิกษุสงฆ์  การศึกษาวิจัยแบบภาคตัดขวางนี้    มีวัตถุประสงค์เพื่อประมาณค่าความชุกของโรคเบาหวานและภาวะที่มีความผิดปกติของระดับน้ำตาลในเลือดที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานในกลุ่มพระภิกษุสงฆ์ จังหวัดจันทบุรี  โดยศึกษาในพระภิกษุสงฆ์ ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป จำนวน 415 รูป สุ่มเลือกตัวอย่างตามลำดับชั้น เก็บข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์  การตรวจร่างกาย และการเจาะโลหิตปลายนิ้วเพื่อตรวจค่าระดับน้ำตาลหลัง อดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง
                          ผลการศึกษา พบว่า ค่าความชุกของโรคเบาหวานของภิกษุสงฆ์ในจังหวัดจันทบุรีเท่ากับร้อยละ 10.8   โดยพบพระภิกษุสงฆ์ร้อยละ 2.8 ปัจจุบัน ยังรักษาอาการป่วยด้วยโรคเบาหวาน และร้อยละ 8 ของกลุ่มพระภิกษุสงฆ์ พบว่าเป็นการตรวจครั้งแรกและพบความผิดปกติของระดับน้ำตาลในเลือด      ส่วนค่าความชุกของภาวะที่มีความผิดปกติของระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหารผิดปกติ(IFG) ได้เท่ากับ ร้อยละ 11.8     เมื่อนำมาวิเคราะห์ด้วยการถดถอยพหุคูณ พบว่ามี 5 ปัจจัย ที่มีความสัมพันธ์กับโรคเบาหวานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  ได้แก่ จำนวนพรรษาที่บวช ค่าความดันโลหิตตัวบนที่เริ่มสูง  การเดินบิณฑบาต การดื่มน้ำชาเขียวหรือชาบรรจุขวด 0-3 วัน/สัปดาห์ และการขาดความรู้เรื่องโรคเบาหวาน  การคัดกรองโรคเบาหวานต้องทำสม่ำเสมอและต่อเนื่อง  เพื่อเป็นการค้นหาผู้ป่วยรายใหม่ซึ่งสามารถจะทำรักษาได้ทันท่วงทีในช่วงแรก  การส่งเสริมการเคลื่อนไหวร่างกายที่คล้ายการออกกำลังกายในกลุ่มพระภิกษุสงฆ์  ตลอดจน การส่งเสริมความรู้ให้กับประชาชน ถึงอาหารที่เหมาะสมในการถวายพระ เช่น อาหารไขมันต่ำ   อาหารที่มีกากใยอาหารสูง การเพิ่มผักและผลไม้ที่ไม่หวานมากในการบริโภค    เพื่อเป็นการส่งเสริมให้พระภิกษุสงฆ์ได้รับอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ซึ่งจะทำให้ร่างกายแข็งแรงสามารถประกอบกิจของสงฆ์ได้อย่างเหมาะสมและถือว่าเป็นการทำนุบำรุงอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนสืบไป.