ความเครียดและวิธีการจัดการความเครียดในนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล

ภุชงค์ อินทร์ชัย มธุรส ทิพยมงคลกุล, ดุสิต สุจิรารัตน์, สุพร อภินันทเวช,

 

วัยรุ่นนตอนปลายเป็นช่วงวัยที่มีความเปราะบางทางอารมณ์ เพราะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสภาพสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักศึกษาใหม่ในมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่มีแนวโน้มที่ต้องเผชิญกับความเครียดในรั้วมหาวิทยาลัย เช่น การเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อมจากภูมิลำเนาเดิมมาใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย และรูปแบบการเรียนที่เปลี่ยนไป แต่อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงดู และวิธีการจัดการความเครียดเป็นปัจจัยที่อาจจะป้องกัน หรือส่งเสริมให้เกิดความเครียดในระดับที่มากและรุนแรงได้ ดังนั้นการเข้าใจในอิทธิพลของการเลี้ยงดู และวิธีการจัดการความเครียด จึงเป็นข้อมูลสำคัญที่ใช้ในการวางแผนป้องกันความเครียดในนักศึกษาใหม่ได้ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความชุกของความเครียด และค้นหาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดในนักศึกษาใหม่มหาวิทยาลัยมหิดล ที่อาศัยอยู่ในหอพักนักศึกษา(ไม่เกิน 1 เดือน) จากจำนวนนักศึกษาตัวอย่าง 527 คน มีผู้ตอบแบบสอบถาม 424 คน (คิดเป็นร้อยละ 80.5) ซึ่งใช้แบบสอบถามที่ตอบด้วยตนเองในการรวบรวมข้อมูล พบความชุกของความเครียดร้อยละ 61.7 จากการวิเคราะห์สมการโครงสร้างเพื่อทดสอบเส้นทางความสัมพันธ์ระหว่าง ปัจจัยส่วนบุคคล รูปแบบการเลี้ยงดู วิธีการจัดการความเครียด และ การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม ซึ่งนำไปสู่ความเครียด [χ²=87.28, df=49, p=0.001, χ²/df=1.78, CFI=0.942, SRMR=0.048 and RMSEA=0.045] พบเส้นทางความสัมพันธ์แรก คือ เพศชายมีแนวโน้มเลือกใช้วิธีการจัดการความเครียดแบบหลีกหนีการเผชิญปัญหา ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลก่อให้เกิดความเครียด (β=0.091, p=0.001)
เส้นทางความสัมพันธ์ที่สอง คือ ค่าใช้จ่ายต่อเดือนที่ไม่เพียงพอ เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลก่อให้เกิดความเครียดเช่นกัน (β=0.102, p=0.014) จากการศึกษานี้พบว่า นักศึกษาที่มีภูมิลำเนาต่างจังหวัดมีอิทธิพลต่อความเครียด (β=0.132, p=0.015) และพบความสัมพันธ์แบบไป-กลับ ระหว่างวิธีการจัดการความเครียดแบบหลีกหนีการเผชิญปัญหา และ ความเครียด โดยมีเส้นทางความสัมพันธ์จากวิธีการจัดการความเครียดแบบหลีกหนีการเผชิญปัญหาไปสู่ความเครียด (β=-0.395, p=0.004) และเส้นทางความสัมพันธ์จากความเครียดไปสู่วิธีการจัดการความเครียดแบบหลีกหนีการเผชิญปัญหา (β=0.644, p<0.001) เส้นทางความสัมพันธ์สุดท้าย คือ รูปแบบการเลี้ยงดู มีอิทธิพลต่อ การจัดการความเครียดโดยเน้นการเผชิญปัญหา การจัดการความเครียดโดยเน้นแก้ปัญหาทางอารมณ์ และ การจัดการความเครียดแบบหลีกหนีการเผชิญปัญหา (β=0.416, p<0.001) แต่อย่างไรก็ตามวิธีการจัดการความเครียดโดยเน้นแก้ปัญหาทางอารมณ์ (β=-0.407, p<0.001)เป็นปัจจัยที่สามารถป้องกันความเครียดในระยะเวลาอันสั้นได้ดี และมีอิทธิพลต่อความเครียดมากที่สุด ดังนั้นรูปแบบการเลี้ยงดูจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการจัดการความเครียดในนักศึกษาใหม่ได้