การประเมินการยึดติด และปัจจัยที่สัมพันธ์กับการยึดติดของสารเคลือบหลุมร่องฟัน เพื่อการป้องกันฟันผุตามโครงการ “ยิ้มสดใส เด็กไทยฟันดี” ในเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษา จังหวัดนครปฐม


นายกิติชัย  เพียรวัฒนผล, อ.ดร.สุทธิ เจริญพิทักษ์,รศ.ดุสิต สุจิรารัตน์, อ.ดร.ชนพงษ์ โรจนวรฤทธิ์


การศึกษาแบบ Restrospective Cohort Study นี้เป็นการประเมินการยึดติดและปัจจัยที่สัมพันธ์กับการยึดติดของสารเคลือบหลุมร่องฟันเพื่อการป้องกันฟันผุตามโครงการ “ยิ้มสดใสเด็กไทยฟันดี” ในเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษา จังหวัดนครปฐม นักเรียนชั้นประถมศึกษาปี่ที่ 1 ปีการศึกษา 2550 ประมาณ 5,100 คนที่ได้รับการตรวจสุขภาพช่องปากและได้รับการเคลือบหลุมร่องฟันบนฟันกรามแท้ซี่แรก จำนวน 12,240 ซี่ ระยะเวลาติดตาม 5 ปี ที่ทำการตรวจฟันซ้ำ เมื่อนักเรียนขึ้นชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และ 6 ในปีการศึกษา 2552 และ 2555 ตามลำดับ โดยเป็นข้อมูลทุติยภูมิจากแบบบันทึกสภาวะโรคฟันผุ ความต้องการบริการทันตกรรม และการให้บริการ ที่ทำการบันทึกไว้ในโปรแกรมที่ใช้ในโครงการนี้สำหรับการวิเคราะห์ หน่วยในการวิเคราะห์ในการศึกษาครั้งนี้เป็นฟันกรามแท้ซี่แรกที่ได้รับการเคลือบหลุมร่องฟัน มีขนาดตัวอย่าง จำนวน 10,352 ซี่ ซึ่งประกอบไปด้วยฟันที่ได้รับการตรวจซ้ำเฉพาะในปี 2552 จำนวน 2,830 ซี่ เฉพาะในปี 2555 จำนวน 1,490 ซี่ และได้รับการตรวจซ้ำทั้งสองครั้ง จำนวน 6,032 ซี่ วิเคราะห์หาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการยึดติดของสารเคลือบหลุมร่องฟัน โดยใช้การวิเคราะห์ถดถอย Poisson log-linear regression
ผลการตรวจฟันซ้ำครั้งแรกจากจำนวนฟันที่ได้รับการตรวจ 8,847 ซี่ พบสัดส่วนของการยึดติดของสารเคลือบหลุมร่องฟัน 34.5% โดยส่วนใหญ่มีการหลุดทั้งหมดแต่ฟันยังปกติอยู่ 71.8% โดยเมื่อรวมทั้งสองส่วนพบว่าฟันไม่ผุ 81.5% และเมื่อทำการตรวจซ้ำในครั้งที่สอง จากจำนวนฟันที่ได้รับการตรวจ 7,515 ซี่ พบสัดส่วนของการยึดติดของสารเคลือบหลุมร่องฟัน 9.4% โดยฟันที่ไม่มีสารเคลือบหลุมร่องฟันยึดติดอยู่ ส่วนใหญ่มีการหลุดทั้งหมดแต่ฟันยังปกติอยู่ 64.1% โดยเมื่อรวมทั้งสองส่วนพบว่าฟันไม่ผุ 67.5% จากการติดตาม 5 ปี พบว่ามีการหลุดของสารเคลือบหลุมร่องฟันทั้งหมด 8,855 ซี่ ผลรวมของระยะเวลาที่ติดตามในฟันแต่ละซี่ที่ศึกษา (Tooth-years) ทั้งหมด 28,275.50 ปี คิดเป็นอัตราการหลุดของสารเคลือบหลุมร่องฟัน 31.3 ต่อฟันร้อยซี่ต่อปี ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการยึดติดของสารเคลือบหลุมร่องฟันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การใช้ชุดทันตกรรมเคลื่อนที่และชุดเก้าอี้สนาม การไม่มีผู้ช่วยเหลือข้างเก้าอี้ทันตกรรม จำนวนนักเรียนต่อหน่วยบริการ ฟันกรามแท้บนขวาซี่ที่หนึ่ง ฟันกรามแท้บนซ้ายซี่ที่หนึ่ง ผู้ให้บริการเพศชาย และจำนวนซี่ฟันนักเรียนต่อผู้ให้บริการ
ในการปรับปรุงการให้บริการเคลือบหลุมร่องฟันควรให้บริการบนยูนิตทันตกรรมและมีผู้ช่วยเหลือข้างเก้าอี้ทันตกรรมโดยเฉพาะผู้ให้บริการที่เป็นเพศชายผู้บริหารระดับจังหวัดควรจัดสรรให้มีเจ้าพนักงานทันตสาธารณสุขกระจายในทุกโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเพื่อลดภาระในการจัดบริการของโรงพยาบาลแม่ข่ายนอกจากนี้จำนวนนักเรียนที่จัดสรรให้กับผู้ให้บริการแต่ละรายควรขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความสามารถของผู้ให้บริการ