ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ยาลดความอ้วนในวัยรุ่นหญิงที่ใช้บริการคลินิกเสริมความงามในเขตกรุงเทพมหานคร
จริญา  แห่งสันเทียะ, กุลยา  นาคสวัสดิ์,
ณัฐกมล  ชาญสาธิตพร, ภานุวัฒน์ ปานเกต
การศึกษาภาคตัดขวางมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีมวลกายและ    เส้นรอบวงเอวกับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 กลุ่มตัวอย่างเป็นประชากรไทยในภาคกลางอายุ 35 ปีขึ้นไป  จำนวน 10,748 คน โดยการสุ่มจากข้อมูลการสำรวจเพื่อตรวจคัดกรองยืนยันความเสี่ยงในกลุ่มภาวะ      โรคเมตาบอลิก ปีงบประมาณ 2553  ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยกระทรวงสาธารณสุข 
ผลการศึกษา ความชุกของผู้ที่มีดัชนีมวลกาย 23.0-24.9 และ ≥ 25.0 กก./ม.2 พบร้อยละ 22.7, 27.7, 20.3 และร้อยละ 36.9 ในผู้ชายและในผู้หญิงตามลำดับ  ความชุกของผู้ชายที่มีเส้นรอบวงเอว ≥ 90 ซม. และผู้หญิงที่มีเส้นรอบวงเอว ≥ 80 ซม. พบร้อยละ 26.0  และร้อยละ 60.2 ตามลำดับ  ผลจากการวิเคราะห์ ถดถอยพหุแบบลอจิสติกพบดัชนีมวลกายและเส้นรอบวงเอวมีความสัมพันธ์กับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ผู้ชายและผู้หญิงที่มีดัชนีมวลกาย 25.0-29.9 กก./ม2 (ORadj. =1.46, 95% CI = 1.08-1.97 และ ORadj. = 1.33, 95% CI = 1.07-1.66), ผู้ชายและผู้หญิงที่มีดัชนีมวลกาย ≥ 30.0 กก./ม.2 (ORadj. =2.07,            95% CI = 1.28-3.38 และ ORadj. =1.43, 95% CI = 1.05-1.94), ผู้ชายที่มีเส้นรอบวงเอว ≥ 90 ซม.  (ORadj. =1.37, 95% CI = 1.05-1.78) และผู้หญิงที่มีเส้นรอบวงเอว ≥ 80 ซม. (ORadj. = 1.29, 95% CI = 1.05-1.58)
อิทธิพลร่วมทั้งการมีดัชนีมวลกายและเส้นรอบวงเอวมากกว่าปกติเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 มากขึ้นทั้งในผู้ชายและผู้หญิง (ORadj. = 1.99, 95% CI = 1.52-2.60 และ ORadj. = 1.73, 95% CI = 1.40-2.14)  ความชุกของความอ้วน ภาวะอ้วนลงพุง และโรคเบาหวานชนิดที่ 2 พบสูงในประชาชนภาคกลางของประเทศไทย  ซึ่งความอ้วนและภาวะอ้วนลงพุงมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2