ปัจจัยเสี่ยงของการติดเชื้อดื้อยา Acinetobacter baumannii ในโรงพยาบาลศิริราช

นส.กัลยาณี ศุระศรางค์ รศ.กุลยา นาคสวัสดิ์
รศ.กนกรัตน์ ศิริพานิชกร, รศ.ดุสิต สุจิรารัตน์, ยงค์ รงค์รุ่งเรือง

การศึกษาแบบย้อนหลังเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อดื้อยาA.baumanniiโดยทำการศึกษาในผู้ป่วยที่เข้ามานอนรักษาในโรงพยาบาลศิริราช ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2548ถึง 31 ธันวาคม 2548 กลุ่มตัวอย่างศึกษาคือ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อดื้อยา A. baumannii ในโรงพยาบาล
จำนวน 155 คน และกลุ่มเปรียบเทียบคือ ผู้ป่วยที่ไม่มีการติดเชื้อในโรงพยาบาลจำนวน 310 คน จับคู่ 1:2 ด้วยหอผู้ป่วย และอายุกับกลุ่มศึกษา อายุเฉลี่ยในกลุ่มศึกษา 63.5+18.7 ปี และในกลุ่ม เปรียบเทียบ 62.9+18.2 ปี ระยะเวลานอนโรงพยาบาลเฉลี่ยในกลุ่มศึกษา 4.9+1.4 สัปดาห์ และ ในกลุ่มเปรียบเทียบ 1.8+1.0 สัปดาห์ ตำแหน่งของการติดเชื้อดื้อยา A. baumannii ที่พบมากที่สุด คือ การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง 74.8% ผลความไวของเชื้อ A. baumannii พบว่า
ดื้อต่อยาเซฟไตรอะโซน 96.1% และไวต่อยาเซฟโฟเพอราโซน/ซัลแบกแทม 42.1% ผลการ วิเคราะห์ตัวแปรเชิงซ้อน พบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการเกิดการติดเชื้อดื้อยา A. baumanniiได้แก่ ระยะเวลาที่อยู่ในโรงพยาบาลก่อนการติดเชื้อในโรงพยาบาล (OR=2.06, 95%CI=1.09– 3.89) การใส่สายสวนปัสสาวะนานกว่า 7 วัน (OR=8.24, 95%CI=3.81–17.82), เครื่องช่วย หายใจนานกว่า 7 วัน (OR=5.73, 95%CI=2.96–11.10), สายสวนเข้าหลอดเลือดส่วนกลางนาน กว่า 7 วัน (OR=3.29, 95%CI=1.48–7.31), สายยางให้อาหารทางจมูกสู่กระเพาะอาหารนานกว่า
7 วัน (OR=6.22, 95%CI=3.24–11.93) และการรักษาด้วยยาเศฟาโลสปอรินส์รุ่นที่ 3 และ 4 (OR=1.80, 95%CI=1.04–3.13), ยาเมโทรนิดาโซล (OR=2.59,95%CI=1.21–5.56) และยาพิ เพอราซิริน/ทาโซแบกแทม (OR=4.68, 95%CI=1.93–11.32)ผลการวิจัยนี้เสนอแนะว่า ควรมีการเข้มงวดในการปฏิบัติตามการป้องกันการติดเชื้อใน โรงพยาบาล และเพิ่มความระมัดระวังในการใช้ยาปฏิชีวนะ สิ่งที่สำคัญคือควรป้องกันการ
แพร่กระจายเชื้อของเชื้อดื้อยา A. baumannii ในผู้ป่วย

70 หน้า ISBN 974-04-7839-5